“คนรุ่นใหม่” กับการเมืองในปัจจุบัน

6 ม.ค. 2564

ในสถานการณ์สังคมปัจจุบัน สังคมไทยได้เดินทางเข้ามาสู่ยุคแห่งการเห็นต่างอย่างน่ากังวล ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม หรือแม้แต่ความเชื่อ
เป็นยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง เป็นยุคสงครามโซเชียล ที่เต็มไปด้วยระบบปฏิบัติการทางสารสนเทศ ที่มีความสุ่มเสี่ยง และเปราะบาง ที่นำไปสู่ความเห็นต่างและขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ และสังคม

จากสถานการณ์นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากการพูดคุย ไปสู่การถกเถียง จากการถกเถียงไปสู่การโต้แย้ง จากการโต้แย้งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงตามปรากฏในปัจจุบัน จุดดังกล่าวคือสิ่งที่แตกต่างจากหลายๆ สถานการณ์ในอดีต แล้วไม่รู้ว่าปัญหาดังกล่าวจะจบอย่างไร

ในโลกประชาธิปไตย อาจเป็นเรื่องปกติ ที่มีการต่อสู้ ประท้วง กับความอยุติธรรม นำไปสู่ความขัดแย้ง และใช้กำลังเพื่อให้แต่ละฝ่ายนำไปสู่ชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นหนึ่งในทางออก ที่จะทำให้สังคมไทยกลับมาสงบและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ส่วนโลกคู่ขนานของเด็กต่างจังหวัด ก็สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ ผ่านทางโซเชียล อาจมีอารมณ์ร่วมน้อยกว่า แต่สิ่งหนึ่งของการต่อสู้ครั้งนี้ของเขา เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่าจากการพูดหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ พ่อ -แม่ ไม่กล้า ผ่านการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียล

ในสังคมปัจจุบันเราประกอบไปด้วยคนหลักๆ 3 วัย อันได้แก่ วัยประสบการณ์ วัยทำงาน และคนรุ่นใหม่ ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องอาศัยถึงความร่วมมือร่วมใจและมีเป้าหมายร่วมกัน ของคนในสังคม คนรุ่นใหม่คือหนึ่งในนั้นที่จะเป็นหุ้นส่วนทางสังคมที่มีบทบาทอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบันที่จะมีส่วนในการร่วมกันทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับมาสงบสุขและก้าวไปข้างหน้าได้

คนรุ่นใหม่ต้องเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงวัยที่ 2 คือวัยทำงานตามประเด็นดังนี้

1. คนรุ่นใหม่ต้องมีความรู้  และจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ เพราะคนรุ่นใหม่มีเวลาไม่มากพอ ที่จะมานั่งต่อสู้ ลองผิดลองถูกด้วยตนเองทุกเรื่อง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีต ดีกว่ามาล้มเหลวและผิดพลาดเสียเอง จึงสำคัญอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องมีความรู้ให้มากพอที่จะกลัว กลัวทำผิดกฎหมายจากความคึกคะนอง กลัวเสียอนาคต กลัวบาดเจ็บจากการปะทะ เพราะสิ่งที่ทำมาจะสูญเปล่า เสียเวลาที่จะออกมาต่อสู้หากเราดันไม่มีความรู้ว่าประชาธิปไตย คืออะไร

2. คนรุ่นใหม่ต้องแสดงออกถึงความก้าวหน้ามากกว่าก้าวร้าว ด้วยสังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเคารพอาวุโส ในสังคมไทยบางครั้งการที่เด็กแสดงออกกล้าโต้เถียงกับผู้ใหญ่ ทำให้สังคมดูว่าเด็กก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคาราวะ ทั้งที่บางครั้งเรื่องที่โต้เถียงเด็กอาจเป็นฝ่ายถูกต้องก็ตาม ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงคือถอยกันคนละก้าว เปลี่ยนจากโต้เถียงเป็นถกเถียง เปลี่ยนจากถกเถียงเป็นพูดคุย และยอมรับกันด้วยเหตุและผล จะทำให้เราก้าวผ่านปัญหาดังกล่าวไปได้โดยการพูดคุย

3. คนรุ่นใหม่ต้องเคารพกฎหมาย ไม่ปากว่าตาขยิบ เราอยากให้สังคมเป็นอย่างไรต้องร่วมกันสร้าง เคารพในกฎและกติกาของสังคม มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของสังคม ที่ใช้สิทธิและหน้าที่ของตนตามสถานภาพ ให้เต็มที่ เช่น ที่บ้านมีสถานภาพเป็นลูก ตั้งใจเป็นลูกที่ดีเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ไปอยู่โรงเรียนมีสถานภาพเป็นนักเรียน ต้องตั้งใจเรียน เชื่อฟังในสิ่งที่ครูสอน ส่วนสถานภาพหน้าที่พลเมือง เราควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้และตั้งใจเป็นพลเมืองที่ดีตั้งแต่วันนี้และตลอดไป

ในท่ามกลางวิกฤติก็ยังมีโอกาส หลายๆ สิ่งกำลังปรับตัว เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น นับเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ละร่วมกันจัดการความขัดแย้ง และเห็นต่าง ในบรรยากาศที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย เคารพในกฎและกติกา เรียนรู้ที่จะรับฟัง และยอมรับในความเห็นต่าง พร้อมเป็น "คนรุ่นใหม่ก้าวหน้า พัฒนาแบบมีส่วนร่วม"

ร่วมกับวัยทำงาน และวัยประสบการณ์ ขับเคลื่อนไปสู่สังคมไทยในอุดมคติ ตามที่พวกเราทุกคนต้องการ และเตรียมสู่วัยทำงาน และวัยประสบการณ์ที่มีคุณภาพ เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสำนึกในความเป็นพลเมือง

เกรียงไกร  คมขำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

“การศึกษา” และการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

6 ม.ค. 2564

“บ่อยาง” กับความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม

6 ม.ค. 2564

“คนรุ่นใหม่” กับการเมืองในปัจจุบัน

6 ม.ค. 2564

‘กับดักความเหลื่อมล้ำ’ สู่ทางออกคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเมือง

19 ธ.ค. 2563

"ก้าวไปข้างหน้า พัฒนาแบบมีส่วนร่วม"
© 2019-2021 ทีมนครสงขลาก้าวหน้า. ALL RIGHTS RESERVED.